บทความ PDPAJune 24, 2025 PDPA Thailandต่อจากความเดิมในบทความที่แล้ว…ถ้าจะขยับการมองกฎหมายเชิงเปรียบเทียบไประดับภูมิภาคเอเชียผมจะนึกถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับแรกครับสาเหตุแรก คือ ประเทศญี่ปุ่นมีระบอบการปกครองใกล้เคียงประเทศไทย คือมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์เป็นพระประมุข สาเหตุประการที่สอง คือ ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีการลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับ 1 ด้วยตัวเลขการลงทุนมากถึง 32,148 ล้านบาท ในปี 2566 คิดเป็น 25.20% ของยอดลงทุนทั้งหมดในปีนั้น*ประสบการณ์ส่วนตัวที่ให้คำปรึกษาบริษัทญี่ปุ่นมากกว่า +20 จากหลายภาคส่วนธุรกิจอุตสาหกรรม ผมสังเกตว่าธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นทั้งน้อยใหญ่ในประเทศไทย มักจะปฏิบัติตาม (Comply) กับกฎหมายท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจยานยนต์ส่วนบุคคล ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจกำจัดขยะอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกล้องถายรูป ธุรกิจร้านค้าปลีกแว่นตา หรือ ธุรกิจการท่องเที่ยว (ทั้ง in bound and out bound tour)สิ่งนี้สะท้อนอะไร? สะท้อนได้สองมุมครับมุมแรกสะท้อนว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนที่เคารพกฎหมาย (Law-abiding citizen)มุมที่สองสะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายของเขา “มีประสิทธิภาพ”APPI ของญี่ปุ่น กฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (The Act on the Protection of Personal Information: APPI) ของญี่ปุ่น แม้ว่าจะประกาศใช้ครั้งแรกในปีตั้งแต่ ปี 2003 (สมัยที่ GDPR ยังเป็น Directive 95/46/EC) แต่ได้รับการชำระแก้ไขให้ทันสมัยในปี 2022ความน่าสนใจของกฎหมายญี่ปุ่นในความคิดของผมคือ เขาบังคับเหมือนไม่บังคับเป็นการบังคับใช้ในระดับ “แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น” (Soft-Robust Level)หมายความว่าอย่างไร? “แข็งแรงแต่ยืดหยุ่น” หน่วยงาน PPC (Personal Information Protection Commission) ของญี่ปุ่น เขาเน้น1.ความร่วมมือที่ขับเคลื่อนด้วย “ฉันทามติทางวัฒนธรรม” มากกว่าการบังคับใช้แบบเข้มข้น หรือ เข้มงวดเหมือนฝรั่งพูดง่ายๆ คือ เน้นการประสานงาน มากกว่าการใช้บทลงโทษแบบลงดาบเน้นใช้คำแนะนำ คู่มือ แนวปฏิบัติ และอบรมแก่ภาคธุรกิจ รวมถึงคำตักเตือนเป็นเครื่องมือหลักก่อนการลงโทษเสมอระบบการกำกับดูแลมักอาศัย “แรงกดดันทางสังคม” (Social Pressure)และความรับผิดชอบขององค์กรต่อชื่อเสียง เช่น public naming & shaming ที่เป็นเครื่องมือควบคุมทางสังคม ดั่งกรณี บริษัท Rakuten Card จำกัดที่ PPC ออก “คำเตือน” เรื่องการเก็บข้อมูลลูกค้าโดยไม่ได้แจ้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนไม่ใช้ค่าปรับทันที แต่ให้เวลาแก้ไข + เผยแพร่ต่อสาธารณะผลคือชื่อเสียงบริษัทสะเทือน ผู้บริโภคตั้งคำถาม — “คำเตือน” กลับแรงกว่า “ค่าปรับ”หรือ กรณี บริษัท Yahoo Japan ที่ถูกเตือนการเปิดเผยการใช้ข้อมูลที่ไม่ดี (ไม่มีค่าปรับหนัก)มุมนี้คล้ายๆ ไทย คือบริบทวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับคำว่า “เสียหน้า” มากกว่าการ “เสียค่าปรับ”2.มี “โทน” การบังคับใช้ที่ผ่อนคลายกว่าไม่ได้มอง ข้อมูลส่วนบุคคล = สิทธิพื้นฐานแต่มอง ข้อมูลส่วนบุคคล = ความไว้วางใจ ที่ต้องดูแลในขณะที่ บทลงโทษปรับสูงสุด 100 ล้านเยน (ประมาณ 700,000 เหรียญสหรัฐ)และบทลงโทษทางการเงินจะถูกหยิบมาใช้เป็น ทางเลือกสุดท้าย (Last Resort) เท่านั้น และมักใช้เฉพาะกรณีที่บริษัทจงใจฝ่าฝืนชัดเจน หรือเพิกเฉยต่อคำแนะนำความน่าสนใจของโมเดลญี่ปุ่นคือแม้ว่าจะไม่รุนแรง (Aggressive) เท่า GDPR หรือแม้กระทั่งสิงค์โปร์ แต่ญี่ปุ่นกลับได้รับการบรรจุให้อยู่ในประเทศที่ได้รับการตัดสินใจเรื่องความเพียงพอ (Adequacy decision countries) เป็นเพียง 1 ใน 2 ประเทศที่ EU รับรองบทความหน้าเรามาว่ากันต่อใน สองประเทศที่เหลือครับ*จากตัวเลข กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบข้อมูล DBD DataWarehouse+